อิสระภาพทางการเงินและเวลาแค่เอื้อม…

เรียนรู้การสร้างอิสระภาพทางด้านการเงินและเวลา

นอนกรน……มีสาเหตุจากอะไร

ผู้ใหญ่

เพศชาย ประมาณร้อยละ 85 ของผู้ป่วยเป็นเพศ
ชาย ทั้งจากการศึกษาทางระบาดวิทยาและ
การศึกษาผู้ป่วยเฉพาะกลุ่ม พบว่าเพศชายมี
โอกาสเป็นมากกว่าเพศหญิง ด้วยอัตราส่วน
7:1 แต่เมื่อถึงวัยหมดประจำเดือนพบว่าเพศ
หญิงมีโอกาสเป็นมากขึ้น อาจเป็นไปได้ว่า
ฮอร์โมนเพศจะมีผลต่อโรคนี้ได้ เชื่อว่า
อิทธิพลของฮอร์โมนส่งผลที่โครงสร้าง
บริเวณศีรษะและลำคอของเพศชาย เนื้อเยื่อ
บริเวณคอหนาขึ้นทำให้มีช่องคอแคบกว่า
ผู้หญิง ฮอร์โมนของเพศหญิงมีส่วนทำให้
กล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ขยายช่องทางเดิน
หายใจ มีความตึงตัวที่ดี

อายุมากขึ้น เนื้อเยื่อต่างๆ จะขาดความตึงตัว ลิ้นไก่ยาวและเพดานอ่อนห้อย
ต่ำลง กล้ามเนื้อต่างๆ หย่อนยาน รวมทั้งกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ขยายช่องทางเดินหายใจ
บริเวณลำคอ ทำให้ลิ้นไก่และลิ้นตกไปบังทางเดินหายใจได้ง่าย

ลักษณะโครงสร้างของกะโหลกศีรษะและกระดูกใบหน้าผิดปกติ เช่น คางเล็ก คางเลื่อนไป
ด้านหลัง ลักษณะคอยาว หน้าแบน ล้วนทำให้ทางเดินหายใจช่วงบนแคบลงเกิดการอุดตัน และทำ
ให้เกิดการหยุดหายใจได้ โรคที่มีความผิดปกติบริเวณนี้ได้แก่ Down’s syndrome , Prader Willi
syndrome , Crouzon’s syndrome เป็นต้น

กรรมพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ไม่อ้วน แต่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ปัจจัยทางพันธุ
กรรมน่าจะเป็นสาเหตุหลักของผู้ป่วยกลุ่มนี้ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการ
เกิดโรคมากกว่าคนปกติ 1.5 เท่า

อ้วน พบว่าประมาณ 2 ใน 3 ของผู้ป่วย OSA มี Body Mass Index (BMI) > 28 กิโลกรัมต่อ
ตารางเมตร หรือมีน้ำหนักมากกว่าร้อยละ 20 ของน้ำหนักมาตรฐาน เมื่อลดน้ำหนักได้ 5-10
กิโลกรัมจะทำให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นได้ ผู้ป่วยที่อ้วนมีโอกาสเกิดการหยุดหายใจขณะหลับมากกว่า
คนทั่วไป เนื่องจากไขมันนอกจากจะกระจาย อยู่ตามเนื้อเยื่อต่างๆทั่วร่างกาย เช่น ที่สะโพก หน้า
ท้อง น่อง ต้นขา ยังพบว่ามีเนื้อเยื่อไขมันกระจายอยู่รอบๆทางเดินหายใจช่วงบนมากขึ้น ไขมันที่
พอกบริเวณคอจะทำให้เวลาที่ผู้ป่วยนอนลง เกิดน้ำหนักกดทับ ทำให้ช่องคอแคบลงได้ หน้าท้องที่
มีไขมันเกาะอยู่มากทำให้กระบังลมทำงานได้ไม่เต็มที่ ความจุของปอดลดลง ล้วนเป็นปัจจัยเสริมที่
ทำให้เกิดการหยุดหายใจได้โดยง่ายขึ้น

แน่นจมูก จมูกเป็นต้นทางของทางเดินหายใจ ถ้ามีภาวะใดก็ตามที่ทำให้แน่นจมูก เช่น
มีผนังกั้นจมูกคด เยื่อบุจมูกอักเสบ ไซนัสอักเสบ หรือเนื้องอกในจมูก ย่อมจะทำให้กรนลำบากขึ้น

ดื่มสุรา หรือการใช้ยาบางชนิด จะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง รวมทั้งกล้ามเนื้อที่คอยพยุงช่องทาง
เดินหายใจให้เปิด หมดแรงไป เกิดภาวะทางเดินหายใจอุดตันได้ง่ายขึ้น นอนจากนี้จะกดการทำงาน
ของสมอง ทำให้สมองตื่นขึ้นมาเมื่อมีภาวะการขาดออกซิเจนได้ช้า ซึ่งอาจส่งผลเสียอย่างร้ายแรง
ต่อหัวใจและสมองได้

การสูบบุหรี่ ทำให้ประสิทธิภาพของระบบทางเดินหายใจแย่ลง ทำให้คอหอยอักเสบจากการ
ระคายเคือง มีการหนาบวมของเนื้อเยื่อ ทำให้ทางเดินหายใจแคบลง เกิดการอุดตันได้ง่าย และยัง
ส่งผลเสียต่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ

โรคต่อมไร้ท่อต่างๆ ได้แก่ Hypothyroidism, Acromegaly พบว่าทำให้เกิดทางเดินหายใจอุด
ตันได้มากกว่าคนทั่วไป

เด็ก

ในเด็ก อาการนอนกรน มักมีสาเหตุมาจาก

ต่อมทอนซิล (ที่เห็นอยู่ข้างลิ้นไก่ในคอทั้งสองข้าง) มีขนาดโตมาก เพราะมีการอักเสบเรื้อรัง ซึ่ง
อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการอักเสบเรื้อรังของบริเวณช่องคอ
ต่อมอะดินอยด์ (อยู่บริเวณด้านหลังโพรงจมูก) มีขนาดโตมาก เพราะมีการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งอาจมี
ส่วนเกี่ยวข้องกับการอักเสบเรื้อรังของบริเวณช่องจมูก รวมทั้งโพรงไซนัส
ภาวะคัดจมูกเรื้อรัง เช่น โรคภูมิแพ้ เพราะเป็นเหตุให้แน่นจมูก หายใจไม่สะดวก ต้องอ้าปาก
ช่วย ยิ่งทำให้นอนกรนได้มากขึ้น

ไซนัสอักเสบ โดยเฉพาะไซนัสอักเสบ
เรื้อรัง จะมีน้ำมูกข้น และจมูกบวม ทำให้
หายใจทางจมูกไม่สะดวก จึงนอนกรนได้
ในบางราย มีความผิดปกติแต่กำเนิด
ทำให้กระดูกใบหน้าเล็ก หรือมีเนื้อเยื่อใน
ทางเดินหายใจใหญ่ เช่นมีลิ้นโต เป็น
สาเหตุให้มีภาวะอุดตันของทางเดินหายใจ
ได้ขณะนอนหลับ

 

สนับสนุนโดย : www.challengedream.com

www.hybridmlm.com

 

 
ที่มา : http://www.sleepgroup.com/s0107/index.php?pgid=index

โดยธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อเกิดปัญหาต่างๆ ขึ้น ในชีวิต ก็จะพยายามหาทางแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เป็นอันดับแรก เมื่อรู้ว่า ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เอง ก็จะแสวงหาความช่วยเหลือจากผู้อื่น

ในเรื่องความเจ็บป่วย หรือปัญหาสุขภาพก็เช่นเดียวกัน ทุกคนต้องการที่จะดูแลตนเอง ให้มีสุขภาพดีอยู่เสมอ ดังนั้น กล่าวได้ว่า “การดูแลสุขภาพตนเอง เป็นกิจกรรมที่บุคคลแต่ละคนปฏิบัติ และยึดเป็นแบบแผนในการปฏิบัติ เพื่อให้มีสุขภาพดี” อาจแบ่งขอบเขตการดูแลสุขภาพตนเอง เป็น 2 ลักษณะคือ

1. การดูแลสุขภาพตนเองในสภาวะปกติ

เป็นการดูแลสุขภาพตนเอง และสมาชิกในครอบครัว ให้มีสุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์อยู่เสมอ ได้แก่

- การดูแลส่งเสริมสุขภาพ เพื่อให้สุขภาพแข็งแรง สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข เช่น การออกกำลังกาย การสร้างสุขวิทยาส่วนบุคคลที่ดี ไม่ดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงจากสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

- การป้องกันโรค เพื่อไม่ให้เจ็บป่วยเป็นโรค เช่น การไปรับภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ การไปตรวจสุขภาพ การป้องกันตนเองไม่ให้ติดโรค

2. การดูแลสุขภาพตนเองเมื่อเจ็บป่วย

การดูแลสุขภาพตนเอง ให้มีสุขภาพสมบูรณ์ และแข็งแรงอยู่เสมอ จะต้องปฏิบัติกิจกรรม ในด้านการส่งเสริมสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ในชีวิตประจำวัน โดยยึดหลักสุขบัญญัติ 10 ประการ และสำรวจสุขภาพตนเอง ดังนี้

1. ดูแลรักษาร่างกาย และของใช้ให้สะอาด

อาบน้ำทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
การรักษาอนามัยของดวงตา
ดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญ เราควรหวงแหน และให้ความเอาใจใส่ ควรปฏิบัติดังนี้
อ่าน หรือเขียนหนังสือในระยะห่างประมาณ 1 ฟุต โดยมีแสงสว่างเพียงพอ แสงเข้าทางด้านซ้าย หรือตรงข้ามกับมือที่ถนัด หากรู้สึกเพลียสายตา ควรพักผ่อนสายตา โดยการหลับตา หรือมองไปไกลๆ ชั่วครู่
ดูโทรทัศน์ในระยะห่างอย่างน้อย 1 เมตรครึ่ง
บำรุงสายตาด้วยการรับประทานอาหารที่มีคุณค่า เช่น มะละกอสุก ฟักทอง และผักบุ้ง เป็นต้น
ใส่แว่นกันแดด ถ้าจำเป็นต้องมองในที่ๆ มีแสงสว่างมากเกินไป
ตรวจสายตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยแผ่นทดสอบสายตา (E-Chart) ถ้าสายตาผิดปกติ ให้พบจักษุแพทย์ เพื่อตรวจสอบ และประกอบแว่นสายตา
การรักษาอนามัยของหู
หูเป็นอวัยวะที่สำคัญอย่างหนึ่งของร่างกาย ที่จะต้องเอาใจใส่ดูแลให้ถูกต้อง ดังนี้
เช็ด บริเวณใบหู และรูหู เท่าที่นิ้วจะเข้าไปได้ ห้ามใช้ของแข็งแคะเขี่ยใบหู รูหู
คนที่มีประวัติว่า มีการอักเสบของหู ต้องระวังไม่ให้น้ำเข้าหูเด็ดขาด
หากมีน้ำเข้าหู ให้เอียงหูข้างนั้นลง น้ำจะค่อยๆ ไหลออกมาได้เอง หรือใช้ไม้พันสำลีเช็ดบริเวณช่องหูด้านนอก
ใส่เสื้อผ้าที่สะอาด ไม่อับชื้น และให้ความอบอุ่นเพียงพอ
การรักษาความสะอาดของเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องนอนเป็นิส่งสำคัญ เสื้อผ้าที่ใช้แล้วทิ้ง ชั้นนอกและชั้นใน ต้องมีการทำความสะอาดด้วยสบู่ หรือผงซักฟอกทุกครั้ง นำไปผึ่งหรือตากแดดให้แห้ง ประการสำคัญ การสวมเสื้อผ้า ต้อใช้ให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ ไม่ใส่เสื้อผ้าซ้ำๆ หรือซักไม่สะอาด อับชื้น เพราะจะทำให้เกิดโรคผิวหนังได้
2. รักษาฟันให้แข็งแรง และแปรงฟันทุกวันอย่างถูกต้อง

แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง หลีกเลี่ยงขนมหวาน เช่น ลูกอม แปรงฟัน หรือบ้วนปากหลังรับประทานอาหาร ไม่ใช้ฟันขบเคี้ยวของแข็ง

3. ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหาร และหลังการขับถ่าย

ควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ก่อนและหลังการปรุงอาหาร รวมทั้งก่อนรับประทานอาหาร และหลังการขับถ่าย เป็นการป้องกันการแพร่เชื้อ และติดเชื้อโรคได้ ควรล้างมือให้ถูกวิธี ดังนี้

ให้มือเปียกน้ำ ฟอกสบู่ ถูให้ทั่วฝ่ามือ ด้านหน้า และด้านหลังมือ
ถูตามง่ามนิ้วมือ และซอกเล็บให้ทั่ว เพื่อให้สิ่งสกปรกหลุดออกไป พร้อมทั้งถูกข้อมือ
ล้างน้ำให้สะอาด แล้วเฃ็ดมือให้แห้งด้วยผ้าที่สะอาด
4. รับประทานอาหารสุก สะอาด ปราศจากสารอันตราย และหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด สีฉูดฉาด

เลือกซื้ออาหารสด สะอาด ปลอดสารพิษ โดยคำนึงถึงหลัก 3 ป. คือ ประโยชน์ ปลอดภัย ประหยัด
ปรุงอาหารที่ถูกสุขลักษณะ และใช้เครื่องปรุงรสที่ถูกต้อง โดยคำนึงถึงหลัก 3 ส. คือ สงวนคุณค่า สุกเสมอ สะอาดปลอดภัย
รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
รับประทานอาหารปรุงสักใหม่ และใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหารร่วมกัน
หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ อาหารรสจัด อาหารใส่สีฉูดฉาด
ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
5. งดบุหรี่ สุรา สารเสพย์ติด การพนัน และการสำส่อนทางเพศ

ไม่เสพสารเสพย์ติดทุกชนิด เช่น บุหรี่ สุรา ยาบ้า กัญชา กาว ทินเนอร์
งดเล่นการพนันทุกชนิด
ไม่มั่วสุมทางเพศ
6. สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้อบอุ่น

ทุกคนในครอบครัวช่วยกันทำงานบ้าน
มีการปรึกษาหารือ และแสดงความคิดเห็นร่วมกัน
การเผื่อแผ่น้ำใจซึ่งกันและกัน
การทำบุญ และได้ทำกิจกรรมสนุกสนานร่วมกัน
7. ป้องกันอุบัติเหตุด้วยความำม่ประมาท

ดูแล ตรวจสอบ และระมัดระวังอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน เช่น ไฟฟ้า เตาแก๊ส ของมีคม ธูปเทียนที่จุดบูชาพระ และไม้ขีดไฟ
ระมัดระวังเพื่อป้องกันอุบัติภัยในที่สาธารณะ เช่น การใช้ถนน โรงฝึกงาน สถานที่ก่อสร้าง และชุมชนแออัด เป็นต้น
8. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และตรวจสุขภาพประจำปี

การออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายแข็งแรง เจริญเติบโตสมวัย กระตุ้นให้กระดูกยาวขึ้น และเข็งแรงขึ้น ทำให้สูงสง่า บุคลิกดี และยังช่วยผ่อนคลายความเครียด จากการทำงาน ตลอดจนเพิ่มภูมิต้านทานแก่ร่างกาย โดย

ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน ครั้งละ 20-30 นาที
ออกกำลังกาย และเล่นกีฬาให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย และวัย
ตรวจสอบสุขภาพประจำปีอย่างน้อยปีละครั้ง
9. ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ

พักผ่อน และนอนหลับให้เพียงพอ
จัดสิ่งแวดล้อมทั้งในบ้าน และนอกบ้านให้น่าอยู่
มองโลกในแง่ดี ให้อภัย และยอมรับข้อบกพร่องของคนอื่น
เมื่อมีปัญหาไม่สบายใจ ควรหาทางผ่อนคลาย ในทางที่ถูกต้องเหมาะสม
10. มีสำนึกต่อส่วนรวม ร่วมสร้างสรรค์สังคม

ใช้ทรัพยากร เช่น น้ำ ไฟ อย่างประหยัด หลีกเลี่ยงการใช้วัสดุ อุปกรณ์ที่ก่อให้เกิดพิษต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ถุงพลาสติก โฟม ตลอดจนการร่วมมือกัน รักษาความสะอาด และเป็นระเบียบของสถานที่ทำงาน และที่พัก เป็นต้น

 

 

สนับสนุนโดย : www.challengedream.com

www.hybridmlm.com

 

 

 

ที่มา  www.samunpri.com

1. โดนด่าว่าควาย

หมายถึง เขากำลังยกย่องว่าเราเป็นคนขยัน อดทน
เพราะควายขยัน อดทนไม่ค่อยมีปรากฏว่าควายแอบหลบงานไปนั่งเล่น แอบงีบ หรือไปจีบควายสาว
ดังนั้นต่อไปเวลาเวลาใครเรียกคุณว่า “ควาย” กรุณายิ้มรับแล้วตอบเขาไปว่า “ขอบคุณ
ครับ/ค่ะคุณก็เช่นกัน”

.
2. โดนแจกของลับ

.
แสดงถึง การให้ความเคารพรักอย่างสูงสุดของผู้ให้ที่มีต่อผู้รับ จึงได้ให้ของสำคัญเท่าชีวิตแก่เรา ดังนั้น

ใครแจกให้คุณก็ขอบคุณเขาไป ไม่เป็นไรให้เขาเก็บไว้
ใช้เองเพราะเรามีอยู่แล้วหรือไม่ก็กำลังหามาไว้เป็นของตัวเองอยู่

.
3. โดนไล่ไปตาย โลกปัจจุบันน่าอยู่ที่ไหน

.
อยู่ไปก็ไม่ปลอดภัย ใครไล่ไปตายแสดงว่าเขาห่วงใยในสวัสดิภาพของเราไม่อยากให้
ผจญภัยกับความทุกข์ระทมอันมากมาก เราจึงควรแสดงความห่วงใยเขาบ้างเช่นกันว่า “ไม่เป็นไรเชิญพี่

ก่อนเถอะ”

.
4. โดนด่าว่าสัตว์

.
คำเต็มของมันคือ “ผู้ประเสริฐดุจพระโพธิสัตว์” เป็นเวอร์ชั่นรีบๆย่อๆเลยเหลือ
แค่ “สัตว์” แต่ไม่เป็นไรเราเข้าใจในเจตนาดีของเขายิ้มรับกันดีกว่า
ยิ้มรับ เขาจะได้รู้ว่าเรายิ้มสวย(เกี่ยวไหม??)

.
5. โดนกล่าวถึงบุพการี

.
แสดงว่า เขาเคารพบิดามารดาเราเหมือนบิดามารดาของเขาเอง จึงกล่าวเพื่อระลึกถึง
หรือว่าเขากำลังคิดถึงบิดามารดาเขา เพราะว่าพวกท่านต่างตรอมใจตายไปหมดแล้ว(เนื่อง
จากมีอภิชาติบุตรซาตานอย่างเขา/มันหรือแกนั่นแหละ)

.
6. โดนด่าว่าบ้า

.
ก็ว่าคนบ้ามักมีจินตนาการสูงส่งยิ่งกว่าคนธรรมดาหลายเท่า แถมยังอารมณ์ดีหัวเราะได้ทั้งวัน
เขาด่าว่าบ้าเป็นการชื่นชมในความฉลาดหลักแหลม เปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์
และเป็นคนมีอารมณ์ขันของเรา ซึ่งทั้งหมดนี้แน่นอนว่าเขาย่อมทำไม่ได้อย่างเรา

.
7. โดนเรียกว่าไอ้ห่า สมัยก่อนเชื้อห่า

.
ใครเป็นก็ตายโอกาสรอดมีต่ำมาก แต่ปัจจุบันนี้การแพทย์เจริญก้าวหน้า
เป็นได้ก็หายได้การด่าว่า “ไอ้ห่า” จึงหมายถึงว่าจะต้องเจอเรื่องแย่ๆแต่ก็รักษา
ได้แน่นอนนับว่าเป็นการอวยพรที่เป็นมงคลยิ่งดีกว่าด่าว่า “ไอ้ไข้หวัดนก” เป็นไหนๆ

.
เห็นไหมว่าคำด่านั้นคิดให้ดีก็เป็นเรื่องที่ดีได้ที่เราโกรธเวลาถูกด่าก็เพราะ
เรามองแต่มุมร้ายๆต่างหากลองมองในแง่บวกสิคุณจะชอบคำด่า
เอ้ย!ไม่ใช่แล้วคุณจะมีความสุข

 

 

http://thanks.exteen.com/20070207/entry

จงใช้ความทุกข์สร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้กับชีวิต

ความทุกข์สร้างสิ่งมหัศจรรย์ ชีวิตที่พบความทุกข์ เป็นชีวิตที่แท้…

ไม่มีความทุกข์ก็ไม่มีการเติบโต

ความทุกข์เป็นพลังขับเคลื่อนให้หลายอย่างเกิด

ไม่มีใครไม่มีความทุกข์ เพราะนั่นคือการเป็นชีวิต

ความทุกข์สอนให้แต่ละคนเข้มแข็งในแง่มุมต่างๆ

ถ้าความทุกข์ไม่เข้ามาหา ก็จะไม่รู้ว่า ความสุขที่แท้เป็นอย่างไร

ไม่มีความทุกข์ ก็ไม่รู้จักความสุข……

เพราะความทุกข์พิสูจน์ความเป็นคน อ่อนแอ หรือเข้มแข็ง

ความทุกข์เป็นสิ่งท้าทายความสามารถ…..

ต่างจากความสุข ที่ทำให้อ่อนแอ มองโลกง่ายๆ แคบๆ

ความสุขเหมือนฝนพรำสาย

อ่อนโยน งดงาม บางเบา แต่ว่างเปล่า ไม่มีการเรียนรู้ใดในความสุข…….

เมื่อใดที่มีความทุกข์ ควรยิ้มรับ

และคิดว่าโชคดีที่ได้เจอความทุกข์

ได้เรียนรู้การแก้ปัญหา ได้สงบ ได้สติ ได้ความนิ่ง

ได้รู้จักโลก รู้จักตัวเอง

รู้จักการเติบโตทุกๆก้าว

ให้กำลังใจตัวเองมากๆ บอกตัวเองว่า

โชคดีที่วันนี้มีความทุกข์

เพราะเมื่อผ่านความทุกข์ ความสุขก็จะรออยู่เบื้องหน้า…

จงใช้ความทุกข์สร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้กับชีวิต.

.

ค น ชื่ อ ข ลุ่ ย เ ขี ย น…

ภาพประกอบจาก Gail Armstrong

การพิสูจน์ตนเองที่ดี

อาศัยเวลาและการกระทำ มิใช่อธิบายและเหตุผล

ร่าเริงเป็นยาบำรุง

ความหวังเป็นยาบำรุง เมตตาเป็นยาบรรเทา

ด้วยรักที่จะเรียนรู้

ล้มเหลวไม่ใช่เรื่องเลวร้าย มันให้บทเรียนและพิสูจน์ศรัทธา

เราทำงาน อย่าให้งานทำเรา

ให้งานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ให้ชีวิตเพียงรู้จักรักการงาน

ชีวิตที่สดชื่นแจ่มใส

ก้าวเดินไปด้วยการเรียนรู้ สันโดษอยู่ด้วยการแสวงหา

ผิดพลาดย่อมผิดหวัง

คนเราผิดหวังได้เสมอ แต่อย่ายอมอยู่อย่างสิ้นหวัง

ในความว้าเหว่เงียบเหงา

เพียงเรารู้จักสงบ เราจะพบตัวเราเอง

รอยร้าวในใจของนักสู้

ไม่ใช่อยู่ที่เคยล้มเหลว แต่อยู่ที่ไม่ยอมเริ่มต้นใหม่

ถ้าใจจะต้องปวดร้าว

อย่างไรก็ปวดร้าว เร็วไปวันสองวันจะเป็นไรไป….

แพ้เป็นบันได

ชนะเป็นสะพาน ประสบการณ์เป็นบทเรียน

~ ขอความทุกข์ นำมา ซึ่งความหวัง เป็นพลัง ให้สู้ รู้ชีวิต ~

http://thanks.exteen.com/20060510/entry

วันไหนอยู่ดีๆ แล้วเกิดตากระตุกขึ้นมา คนที่มีความเชื่อตามแบบโบร่ำโบราณจะต้อง คิดทันทีว่า “ขวาร้าย ซ้ายดี” แต่ถ้าไปถามหมอก็จะได้คำตอบว่าอาการตากระตุก แบ่ง ได้เป็น 2 กรณี คือ เปลือกตากระตุก และลูกตากระตุก

เปลือกตากระตุก อาจเกิดจากนิสัยความเคยชินในวัยเด็ก เด็กบางคนสามารถกระตุก เปลือกตาและใบหน้าเป็นครั้งคราวได้ และสามารถหยุดได้ทันทีเมื่อต้องการหยุด อาการจะหายไปได้เมื่อโตขึ้น นอกจากนั้นอาจเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ มักพบในคน สูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป เกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย จะมีอาการเปลือกตา ค่อยๆบีบตัวเกร็งทีละน้อยจนกลายเป็นหลับตาแน่นมากทั้งสองตา เกิดเป็นครั้งคราว เป็นๆ กายๆ ขณะหลับจะไม่มีอาการ

หากทิ้งไว้นาน ความรุนแรงและความถี่จะมากขึ้นจน กลายเป็นตาปิดตลอด ทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ เปลือกตากระตุกอีกชนิดเกิดจากกล้ามเนื้อตาและกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้ากระตุก มัก เกิดจากเส้นเลือดในสมองโป่งพอง หรือมีเนื้องอกกดเส้นประสาทที่มาเลี้ยงเปลือกตา จะมีอาการบีบเกร็งของกล้ามเนื้อเปลือกตาและกล้ามเนื้อใบหน้าครึ่งซีกอาการเกร็ง จะคงอยู่แม้ขณะหลับจะมีอันตรายต้องได้รับการผ่าตัด

ตากระตุก เป็นอาการกระตุกของลูกตาเป็นจังหวะด้วยทิศทางและความแรงแตกต่างกันออก ไป เกิดได้หลายสาเหตุ เช่น เกิดขึ้นภายใน 2-3 เดือนแรก หลังคลอดหากลูกตากระตุ กเท่าๆ กันในตาทั้งสองข้างอาจร่วมกับการมีศีรษะสั่นด้วย ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมี ปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็น นอกจากนี้ยังพบได้จากการล้าของกล้ามเนื้อตาทำให้ตากระตุก กลุ่มนี้ไม่มีปัญหา อะไรหายเองได้ แต่หากอาการตากระตุกเป็นอยู่นานๆ ควรต้องไปพบแพทย์ เพื่อตรวจสอบ หาสาเหตุของโรคจะได้แก้ไขอย่างถูกต้องต่อไป

http://heyhaparty.blogspot.com/2007/11/blog-post_7081.html

ตื่นนอน 04.00 น. เข้าห้องน้ำ

ดื่มน้ำผสมเอนไซม์ ทันทีที่ตื่นนอน 500 ซีซี และทุก ๆ ชั่วโมง

ดื่มน้ำโหระพา 250 ซีซี ก่อนอาหารทุกมื้อ

ดื่มน้ำข้าวผงน้ำข้าวกล้อง 250 ซีซี 3 มื้อ

ออกกำลังกายตอนเช้า 5.30 – 6.00 น.

กินอาหารไร้สารพิษเช้า 7.00 น. กลางวัน 11.30 น. และเย็น 17.30 น.

ทยอยดื่มน้ำผักปั่นทันทีที่ปั่นเสร็จ ครั้งละ 1 ลิตร 3 ครั้งต่อวัน

ทำสมาธิ และเข้านอนไม่เกิน 21.00 น.

ถ่ายอุจจาระตอนเช้าไม่เกิน 6.30 น.

อยู่ในที่อากาศสะอาด

หมายเหตุ   ผัก ผลไม้ พวกมียางห้ามนำไปปั่นเด็ดขาด เพราะยางจะเปลี่ยนรูปเป็นยางมะตอย เช่น ผักบุ้ง ใบบัวบก ว่านหางจระเข้ แก้วมังกร อโวคาโด เนื้อฝรั่ง ไม่ดีต่อไต และแครอทไม่เหมาะกับคนไทยเพราะมีแคลเซียมไบคาบอเนทที่ย่อยยากหรือถ้าจะให้ง่าย ๆ จริง ๆ ไม่ยุ่งยาก ได้ทั้งเอนไซม์จากผลไม้นานาชนิด และสารอาหารต่าง ๆ ในโมเลกุลที่เล็กมากสามารถดูดซึมไปใช้ได้ในทันที คุณก็สามารถหาซื้อดื่มได้ง่าย ๆ คือ เครื่องดื่มพลังเอนไซม์บำบัด

บทปฏิบัติ 10 ประการ เพื่อบำบัดโรคภูมิแพ้  มะเร็ง ฯลฯ

1. ตื่นนอน 04.00 น. เข้าห้องน้ำ
2. ดื่มน้ำทันทีที่ตื่นนอน 500 cc. (ครึ่งลิตร) เป็นอย่างน้อย
3. ดื่มน้ำโหระพา 250 cc. เช้า – กลางวัน – เย็น ก่อนอาหารทุกมื้อ
4. ดื่มน้ำข้าวผง 250 cc. และอาหารไร้สารพิษ
5. ออกกำลังกาย 05.30 น. – 06.00 น.
6. รับประทานอาหารเช้า 07.30 น. กลางวัน 11.30 น. เย็น 17.30 น.
7. ดื่มน้ำทุก ๆ ชั่วโมง 500 cc. เวลา 04.00 น. – 20.00 น.
8. เข้านอน 21.00 น.
9. ขับถ่ายอุจจาระเวลา 04.00 น.  ก่อน 06.30 น.
10. อยู่ในที่อากาศสะอาดมีออกซิเจน 20 % ไนโตรเจน 79 % และอื่นๆ 1 %

คนที่ชอบทำอาหารปิ้งหรือย่าง เช่น บาร์บีคิวไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามคงต้องคิดสักนิด เพราะผลการวิจัยล่าสุดระบุว่า การทำอาหารดังกล่าวแบบดั้งเดิมจะก่อให้เกิดสารพิษซึ่งเป็นต้นตอของมะเร็ง แถมการปิ้งหรือย่างอาหารนาน 2 ชั่วโมงยังสร้างสารพิษดังกล่าวได้พอๆ กับบุหรี่ 220,000 มวนเลยทีเดียว

จากการศึกษาของกลุ่มโรแบง เดส์ บัวส์ ซึ่งเป็นกลุ่มรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมของฝรั่งเศส พบว่า การปิ้งหรือย่างอาหารแบบดั้งเดิมที่ใช้ไม้หรือถ่านเป็นเชื้อเพลิงเป็นเวลา 2 ชั่วโมงจะทำให้เกิดสารไดอ็อกซินในปริมาณเทียบเท่ากับบุหรี่ 220,000 มวน และสารไดอ็อกซินนี้ ก็เป็นสารเคมีในกลุ่มที่ก่อมะเร็ง

ในการศึกษาครั้งนี้ คณะวิจัยดูปริมาณสารพิษจากการย่างสเต็คเนื้อวัว 4 ชิ้นใหญ่ เนื้อไก่งวง 4 ชิ้น และไส้กรอกขนาดใหญ่อีก 8 อัน ซึ่งปริมาณไดอ็อกซินที่ได้จากการย่างอาหารเหล่านี้จะอยู่ที่ 12 ถึง 22 นาน์โนกรัม ทั้งนี้ นอกจากการศึกษาข้างต้นแล้ว หน่วยงานที่ดูแลด้านความปลอดภัยของอาหารในฝรั่งเศสยังได้วิจัยถึงความเป็นไปได้ที่อาหารประเภทปิ้งหรือย่าง เช่นบาร์บีคิวจะก่อให้เกิดมะเร็ง และพวกเขาก็พบว่า สารประกอบไฮโดรคาร์บอนบางตัวไปปะปนในอาหารระหว่างที่ปิ้งหรือย่าง

เดส์มองด์ อองแมร์ตอง อดีตผู้เชี่ยวชาญประจำศูนย์ชีววิทยาทางทะเลในฝรั่งเศส ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้รณรงค์เรื่องความปลอดภัยของอาหาร กล่าวว่า เขาอยากจะเตือนให้ทุกคนระวังภัยจากอาหารประเภทปิ้งและย่าง รวมทั้งขั้นตอนในการปรุงอาหารเหล่านี้ด้วย

ถึงแม้การทำบาร์บีคิว หรือปิ้งและย่างอาหารในบางวันของช่วงฤดูร้อนจะไม่ก่อให้เกิดอันตราย แต่ถ้าคุณทำอาหารประเภทนี้เป็นประจำก็ย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ และขั้นตอนในการทำอาหารประเภทนี้ยังทำให้เกิดผลร้ายต่อสุขภาพได้พอๆ กับการสูบบุหรี่เป็นเวลากว่า 10 หรือ 20 ปี เลยทีเดียว เขากล่าว

ผลการศึกษาชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสารฟูด สแตนดาร์ดส์ เอเจนซี

http://heyhaparty.blogspot.com/2007/10/2-200000.html

ระวัง! ตัวร้ายในสำนักงาน เลเซอร์พรินต์ อันตรายต่อสุขภาพ

 

ทีมนักวิทยาศาสตร์ในออสเตรเลียพบว่า เครื่องเลเซอร์พรินเตอร์ที่ใช้พิมพ์งานในสำนักงานนั้น เป็นอันตรายต่อปอดของคนทำงานได้พอๆกับอนุภาคควันจากการสูบบุหรี่ จากการเฝ้าสังเกตตรวจตราเครื่องเลเซอร์พรินเตอร์หลายรุ่นแสดงว่าเกือบ 1 ใน 3 ของเครื่องนั้นปล่อยระดับหมึกที่เป็นอันตรายออกมาสู่อากาศรอบข้าง ทีมนักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีควีนส์แลนด์ เรียกร้องต่อรัฐบาลให้ออกกฎควบคุมการฟุ้งกระจายของหมึกจากเครื่องพรินเตอร์อย่างจริงจัง และเสนอว่าเครื่องพรินเตอร์บางชนิดน่าจะมีการติดป้ายเตือนภัยเกี่ยวกับสุขภาพ

นักวิจัยกลุ่มนี้ได้ทำการทดสอบเครื่องพรินเตอร์ ต่างๆ กว่า 60 เครื่อง พบว่าเกือบ 1/3 นั้นมีการปล่อยอนุภาคหมึกขนาดเล็กจิ๋วออกมา มันมีขนาดเล็กมากจนสามารถแทรกซึมเข้าสู่ปอดได้ และเป็นเหตุให้เกิดปัญหาต่อระบบทางเดินหายใจ ไปจนถึงการเจ็บป่วยเรื้อรัง

ในการทดสอบกระทำขึ้นภายในสำนักงานแบบเปิด และพบว่าอนุภาคนั้นเพิ่มขึ้น 5 เท่าระหว่างชั่วโมงทำงาน ซึ่งสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้มาจากการใช้เครื่องพรินเตอร์นั่นเอง ปัญหาจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนหมึกพิมพ์ใหม่ และมีการเรียกใช้งานพิมพ์ภาพกราฟฟิกที่มีปริมาณการใช้หมึกพิมพ์สูง นอกจากจะเรียกร้องต่อรัฐบาลให้ออกกฎควบคุมแล้ว นักวิจัยยังต้องการให้ บริษัทห้างร้านจัดวางเครื่องพรินเตอร์ไว้ในบริเวณ ที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี เพื่อให้อนุภาคดังกล่าวสลายไป

http://heyhaparty.blogspot.com/2007/10/blog-post_3182.html

มาทำความรู้จักกับ “วิตามินซี” กับบทบาทสำคัญ … คุณสมบัติที่โดดเด่นของวิตามินซี ก็คือ ความเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-oxidant) นั่นเอง โดยประโยชน์หลักๆ เมื่อร่างกายได้รับวิตามินซีเป็นประจำ คือ เพิ่มภูมิต้านทานแก่ร่างกาย ป้องกันการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง บำรุงผิวพรรณหรือชะลอความแก่ ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันหรือเหงือกอักเสบ ในทางกลับกัน หากร่างกายเราขาด “วิตามินซี” หรือมีปริมาณวิตามินซีน้อยเกินไป อาจส่งผลทำให้เกิดอาหารเหล่านี้ได้

- เป็นหวัดง่าย ภูมิต้านทานโรคและความสามารถในการกำจัดพิษลดลง
- ผิวหนังขาดความยืดหยุ่น เกิดจุดด่างดำ ฝ้า มีเลือดออกตามไรฟัน
- อ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง ประสาทสัมผัสด้อยลง
- มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะ ตับ และส่วนอื่นๆ
- ประสิทธิภาพของต่อมหมวกไตลดลง เป็นภูมิแพ้ได้ง่าย
- เป็นโรคโลหิตจาง หรือโรคต่างๆ ง่าย บาดแผลหายยาก หากขาดมากจะเป็นโรค โลหิตเป็นพิษ
- เกิดโรคลักปิดลักเปิด

สำหรับผู้ที่กำลังกลุ้มใจ เพราะไม่รู้ว่าจะหาวิตามินซีมาทานได้จากที่ไหน … อยากจะบอกว่า ความจริงแล้วแหล่งของวิตามินซี เราสามารถหาได้จาก อาหารที่มีอยู่ในธรรมชาติทั่วไป แต่แหล่งที่มีมาก คือ ผักสดและผลไม้ต่างๆ โดยเทียบง่ายๆ จากประเภทของอาหาร (100 กรัม) และวิตามินซี (มิลลิกรัม)

ดังนี้ มะขามป้อม 276, ฝรั่ง 160, พุทรา 154, มะขามเทศ 133, มะปรางสุก 107, มะละกอสุก 73,แคนตาลูป 33, มะนาว 25 และมะยม 8
อย่างไรก็ตาม พึงตระหนักไว้ว่า “วิตามินซี”

เป็นวิตามินที่มีความสำคัญเช่นเดียวกับวิตามินอื่นๆ และร่างกายไม่สามารถผลิตขึ้นได้เอง ดังนั้น ทุกคนจึงควรบริโภควิตามินซี แต่จะมากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับความต้องของแต่ละบุคคล

http://heyhaparty.blogspot.com/2007/11/blog-post_4114.html